สื่อมัลติมีเดีย ผสมผสานภาพและเสียงเข้าด้วยกัน สร้างจินตนาการให้เกิดเป็นงานวีดีทัศน์ ที่สมจริง.....
ศิลปะวีดีทัศน์ คือ
ภาพต้องเป็นตัวนำ เสียง ต้องเป็นเพียงตัวหนุน
การสื่อสารเข้าใจถึงผู้ชมจะบังเกิดผลกับการมองเห็นด้วยตามากกว่าการได้ยินด้วยหู
ภาพ ต้องสามารถดำเนินเรื่องราวและสื่อความหมายได้ด้วยตนเองเสียก่อน
เสียงประกอบต่างๆ จะเป็นตัวช่วยเสริมให้การสื่อความหมายด้วยภาพสมบูรณ์ขึ้นเท่านั้น
** ภาพ มีความสำคัญต่อการสื่อความหมายถึง 90%
** เสียง มีความสำคัญต่อการสื่อความหมายเพียง 10%
การสื่อความหมายด้วย ภาษาของภาพ มีวิธีการอย่างไร?
ภาษาพูดของคน สื่อความหมายกันได้ด้วยวิธีผูกประโยคต่าง ๆ เข้าด้วยกัน แต่ภาษาของภาพ สื่อความหมายด้วยอาศัยสิ่งต่างๆ ต่อไปนี้ประกอบกันเพื่อให้ผู้ชมเกิดความเข้าใจ คือ
1. การต่อเนื่องของภาพ (Pictorial Continuity)
2. การเคลื่อนไหวของกล้องและเลนส์ (Camera and Lens Movement)
3. การจัดองค์ประกอบของมุมภาพ (Camera Angle) รวมถึงการจัดแสง
4. การตัดต่อ (Editing) ประกอบเสียง (Sound Mixing) และการใช้เทคนิคพิเศษ (Special Effect and Visual Effect)
การนำสิ่งต่างๆ เหล่านี้มาใช้ร่วมกันจะเป็นเหมือนภาษาอีกภาษาหนึ่งที่สามารถสื่อความหมายถึงผู้ชมได้ โดยใช้อย่างถูกหลักไวยากรณ์ของวีดีทัศน์
การต่อเนื่องของภาพ (Pictorial Continuity)
การต่อเนื่องของภาพ มีความสำคัญมากในการสื่อความหมาย เพื่อให้ผู้ชมเข้าใจลำดับของเหตุการณ์ต่างๆ หรือสถานการณ์ต่างๆ ของเรื่องราว เปรียบเหมือนไวยากรณ์หลักของภาษาภาพ เพราะถ้าภาพต่อเนื่องอย่างไม่ถูกวิธีจะทำให้ผู้ชมเกิดการสับสน ไม่เข้าใจจุดประสงค์ หรือเข้าใจแต่คลาดเคลื่อนไปจากจุดที่ต้องการ
การเข้าใจวิธีการต่อเนื่องของภาพ ต้องเข้าใจหลักการ 2 ข้อ คือ
1. Scene Sizes คือ ขนาดต่างๆ ของภาพ ที่จะต้องมีขนาดลดหลั่นกันไปอย่างน้อย 3 ขนาด คือ
- Long Shot ขนาดไกล
- Medium Shot ขนาดปานกลาง
- Close up Shot ขนาดใกล้
2. Screen Direction and Continuity Line
Screen Direction คือ การสร้างความต่อเนื่อง โดยรักษาทิศทางของ Subject ในภาพเอาไว้ให้เป็นทิศทางคงเดิม ไม่ว่าจะเปลี่ยนมุมกล้องหรือขนาดของภาพไปอย่างไรก็ตาม
Continuity Line คือ เส้นสมมุติที่ลากผ่านเพื่อจำกัดบริเวณที่จะตั้งกล้องสำหรับถ่ายมุมต่าง ๆ ไม่ให้เกินเส้น Continuity Line ที่วางไว้ หรือไม่เกินกว่า 180 องศา
การเคลื่อนไหวกล้องและเลนส์ (Camera and Lens Movement)
การเคลื่อนไหวเกิดขึ้น 2 ลักษณะ คือ
1. Subject Movement คือ กล้องอยู่กับที่ แต่ Subject เคลื่อนไหว
2. Camera Movement คือ Subject อยู่กับที่ แล้วกล้องเคลื่อนไหว หรือกล้องเคลื่อนไปตาม Subject ที่กำลังเคลื่อนไหว
การเคลื่อนไหวของกล้อง
- Pan คือ การหันกล้องไปทางซ้ายหรือขวา
- Tilt คือ การแพนขึ้น-ลง ในแนวดิ่ง
- Dolly คือ การเคลื่อนกล้องจากมุมหนึ่งไปยังอีกมุมหนึ่งด้วยล้อเลื่อน
- Crane Shot คือ การนำกล้องขึ้นติดตั้งบนเครน และเคลื่อนที่จากมุมต่ำไปมุมสูงมากๆ หรือ เปลี่ยนระยะจากความสูงมากให้ต่ำลงมา - Hand held - camera คือ การถ่ายโดยไม่ใช้ขาตั้ง การเคลื่อนไหวของเลนส์
-Zoom in คือ การดึงภาพจากไกลเข้ามาใกล้
-Zoom out คือ การถอยภาพจากไกลออกไปเป็นภาพไกล
-Shift Focus คือ การสร้างความเคลื่อนไหวด้วยการเปลี่ยนตำแหน่งความชัดของภาพ
การจัดองค์ประกอบของมุมภาพ (Camera Angle)
หลักการจัดภาพ อาจกล่าวได้ว่าใช้หลักเดียวกับการจัดภาพทางด้านศิลป์ กล่าวคือ องค์ประกอบของภาพที่ดีจะต้อง
-มีความสมดุล ดูแล้วไม่รู้สึกเอียงไปข้างหนึ่ง
-มีความเป็นกลุ่มก้อน มีจุดเด่น จุดรอง
-มีระยะความลึก มีด้านหน้า (For ground) ด้านหลัง (Back ground) รวมทั้งส่วนกลางของภาพ (Middle ground)
ระดับมุมกล้อง
-มุมก้ม (กล้องอยู่สูง) ให้ความรู้สึกอ่อนแอ, หงอยเหงา
- มุมเงย (กล้องอยู่ต่ำ) ให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่, แข็งแรง, น่าเกรงขาม
- มุมระดับตา ให้ความรู้สึกปกติธรรมดา
การตัดต่อ (Editing)
ภาพแต่ละภาพที่ถ่ายไว้เพื่อเตรียมที่จะตัดต่อ เปรียบเหมือนคำพูดที่ถูกเลือกไว้เพื่อจะผูกออกมาเป็นประโยค
เทคนิคที่เกี่ยวข้องกับการตัดต่อ
-Cut คือ การนำภาพหลายภาพมาต่อกันเพื่อแสดงความต่อเนื่องของการกระทำตั้งแต่ต้นจนจบ หรือใช้ตัดเมื่อต้องการเปลี่ยนไปสู่ฉากอื่นในทันทีทันใด
-Quick cut คือ การตัดภาพเร็ว
-Flash cut คือ การตัดภาพแว้บสลับกับอีกภาพหนึ่งที่ใช้ยืนพื้น นิยมใช้สื่อความหมายถึงการคิดกลับไปสู่อดีต
- Fade in คือ การเริ่มภาพจากมืดสนิทแล้วค่อยๆ สว่างขึ้น
-Fade out คือ การที่ภาพค่อยๆ มืดลงจนกลายเป็นภาพมืดสนิท
-Dissolve คือ การที่ภาพหนึ่งค่อยๆ จางหายไป ในลักษณะที่ภาพใหม่กำลังซ้อน และค่อยๆ ปรากฏชัดขึ้นมาแทนที่
-Wipe คือ การที่ภาพเดิมถูกปาดออกไปด้วยภาพใหม่ที่เข้ามาแทนที่
-Split Screen เป็นการแบ่งจอภาพให้มีหลายส่วน และมีภาพหลายภาพปรากฏพร้อมๆ กัน แต่อยู่ต่างจุดกัน เพื่อแสดงความหลากหลายของภาพให้ดูน่าสนใจ
-Montage คือ เทคนิคที่ทำให้ภาพหลายๆ ภาพ มีการเหลื่อมซ้อนทับกัน
การประกอบเสียง (Sound mixing)
เสียงในภาพยนตร์มีอยู่ 3 ชนิด คือ
1. เสียงพูด (Voices) หมายถึง เสียงผู้แสดงพูด และ/หรือเสียงของผู้บรรยาย
2. เสียงธรรมชาติ (Sound Effect) รวมทั้งเสียงอิเลคทรอนิคส์ที่ประกอบขึ้นเพื่อเน้นภาพบางส่วนให้น่าสนใจ
3. เสียงดนตรี (Music) คือ เพลงที่ใช้สร้างอารมณ์ ให้ผู้ชมเกิดอารมณ์ร่วมไปกับเนื้อหาของวีดีทัศน์ |